Highlight
Engagement สูง ไม่ได้แปลว่าองค์กรทำงานได้ดี บางครั้งคนยังทุ่มเท ผลงานยังออก ลูกค้ายังได้รับบริการ องค์กรยังเดินต่อได้ตามปกติ แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น… คนอาจกำลังเหนื่อยกับ “ระบบ” มากกว่ากับ “งาน” ของตัวเอง
ตลอดหลายสิบปีที่ประเทศไทยเปิดรับเงินลงทุน เทคโนโลยี และบริษัทชั้นนำของโลก เราสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น “ความสามารถที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ” ได้มากเพียงใด Stephen Brien ตั้งคำถามนี้ไว้ในบทความ Why Thailand Has Toyota Plants But No Samsung เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และในเดือนสิงหาคม
GDP ไทยยังโต แต่ทำไมหลายบ้านยังรู้สึกว่า “เงินหายเร็ว ร้านขายยาก งานไม่ค่อยขยับ”? ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 มีภาพที่น่าสนใจมากครับ GDP ไทยยังขยายตัว 1.9% จากปีก่อน และการลงทุนภาคเอกชนกลับโตแรงถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบ 54 ไตรมาส ฟังดูแล้วไม่น่าจะแย่ แต่ในเวลาเดียวกัน
บทความ
บางครั้งสิ่งที่ชัดมากในหัวเรา อาจยังไม่ชัดเลยในหัวคนอื่น คนพูดอาจมีทั้งประสบการณ์ บริบท และภาพทั้งหมดอยู่แล้ว แต่คนฟังอาจได้รับเพียง “เสียงเคาะ” ไม่กี่ครั้ง แล้วต้องพยายามต่อเรื่องที่เหลือเอาเอง ปัญหาการสื่อสารจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า เราพูดชัดหรือยัง แต่อยู่ที่ว่า หลังจากเราพูดจบ ในหัวของอีกคนเกิดภาพอะไรขึ้น และนี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญทั้งสำหรับการสอน การทำงาน และการเป็นผู้นำ
ถ้าให้เลือก “จุดงัด” เพียงจุดเดียวที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของระบบราชการได้กว้างที่สุด และเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าคือต้นน้ำของภาพความบิดเบี้ยวที่สร้างผลกระทบมากที่สุด เพราะทุกส่วนงานทำแบบเดิมเพียงเพราะต้องการเงิน นักการเมืองก็ฝังโครงการต่าง ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลต่อภาพรวมประเทศ อีกทั้งโครงการส่วนมากของประเทศมักเป็นกิจกรรมย่อยแบบปีต่อปี ส่งผลให้กิจกรรมสำเร็จ (100%) แต่เป้าหมายไม่ขยับ และนับความสำเร็จเป็นหน่วยนับ มากกว่า Outcomes ดังนั้น ผมจึงเลือก “ระบบงบประมาณ” เป็นจุดงัดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงประเทศ
เจลาโต้คือ “ราชาแห่งไอศกรีม” จริงหรือ หรือเป็นไอศกรีมอีกสไตล์หนึ่งที่มีจุดเด่นของตัวเอง? เมื่อไอศกรีมทั่วไปในร้านค้าปลีกไทยยังมีราคาเริ่มต้นประมาณ 20 บาท ขณะที่เจลาโต้บางร้านมีราคาถ้วยละ 200–400 บาท ส่วนต่างจึงอาจสูงถึง 10–20 เท่าต่อการซื้อหนึ่งครั้ง แต่ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเจลาโต้ “แพงเกินไป” เพราะขนาดถ้วย น้ำหนัก ปริมาณอากาศ วัตถุดิบ การบริการ
การบริหารที่มีทิศทาง ไม่ได้วัดจากจำนวนแผนและโครงการ แต่วัดจากความสามารถในการเลือก จัดลำดับ และรวมทรัพยากรไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด
จีนมองการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บางที บทเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับไทยจึงไม่ใช่การหาเครื่องมือใหม่ แต่คือการทำให้เครื่องมือทั้งหมดที่เรามี หยุดเดินคนละทิศ แล้วกลับมาตอบคำถามเดียวกันว่า ประเทศไทยต้องการสร้างขีดความสามารถอะไร และระบบมหาวิทยาลัยของเรา กำลังช่วยสร้างสิ่งนั้นจริงหรือไม่
จีนไม่ได้เพียงลดการนับ SCI แต่กำลังปฏิรูปทั้ง ไม้บรรทัด–เส้นทางความก้าวหน้า–รางวัล–วิธีตัดสินคุณค่า ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของงานมากขึ้น โดยนโยบายจีนผลักการประเมินแบบจำแนกตามสาขาและตำแหน่ง, peer review และ representative works และระบุไม่ให้ใช้จำนวน patent หรือดัชนีการ index/citation ของ paper เป็นเงื่อนไขง่าย ๆ ในการประเมินตำแหน่งอาจารย์.
จะทำอย่างไรให้เด็กที่เกิดต่างเมือง อยู่ต่างพื้นที่ เรียนต่างโรงเรียน มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาคุณภาพสูงมากขึ้น
ตลาดแรงงานไม่ได้หยุดรอให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตร วันนี้ AI เปลี่ยนงาน โรงงานเปลี่ยนเป็น smart manufacturing รถยนต์เปลี่ยนเป็น EV พลังงานเปลี่ยน สังคมสูงวัยขยายตัว biomedicine เติบโต และอาชีพใหม่เกิดเร็วกว่ารอบปรับหลักสูตรแบบเดิม คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “หลักสูตรตอบตลาดแรงงานหรือไม่” แต่คือ **ประเทศมีระบบที่มองเห็นความต้องการของเศรษฐกิจเร็วพอ และเปลี่ยนข้อมูลนั้นให้กลายเป็นคนได้เร็วแค่ไหน**
