Home / Education Outlook / ตอนที่ 9: จีนเริ่มถามใหม่ เมื่อระบบตำแหน่งวิชาการพาคนเก่งวิ่งผิดทาง

ตอนที่ 9: จีนเริ่มถามใหม่ เมื่อระบบตำแหน่งวิชาการพาคนเก่งวิ่งผิดทาง

ตอนที่ 9: จีนเริ่มถามใหม่
เมื่อระบบตำแหน่งวิชาการพาคนเก่งวิ่งผิดทาง

ลองคิดดูครับ

ถ้าอนาคตของอาจารย์คนหนึ่ง
ขึ้นอยู่กับว่า

  • ตีพิมพ์กี่เรื่อง
  • อยู่ในวารสารระดับใด
  • มี citation เท่าไร
  • มีทุนกี่โครงการ
  • มี patent กี่ฉบับ

คนเก่งในระบบจะทำอะไร

คำตอบไม่ยาก

เขาจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
ในการผลิต “สิ่งที่ระบบให้รางวัล”

นี่ไม่ใช่เพราะอาจารย์ไม่ดี

แต่นี่คือธรรมชาติของ incentive

คุณวัดอะไร
คนก็จะพยายามสร้างสิ่งนั้น

และถ้า “ตำแหน่งวิชาการ”
คือประตูไปสู่

  • ความก้าวหน้า
  • ความมั่นคง
  • รายได้
  • สถานะ
  • และอนาคตของอาจารย์

ไม้บรรทัดที่ใช้ประเมิน
จึงไม่ได้แค่ “วัดคน”

แต่มันกำลัง
ออกแบบพฤติกรรมของคนเก่งทั้งระบบ

━━━━━━━━━━━━━━━

จีนเคยเจอเรื่องนี้อย่างชัดเจน

จนใช้คำตรงมากว่า

SCI Supremacy

คือการยก SCI
Impact Factor
citation
และ journal metrics

ขึ้นมาเป็นตัวตัดสินคุณค่าของงานวิจัยมากเกินไป

ปัญหาไม่ใช่ว่า Paper ไม่มีคุณค่า

Paper คุณภาพสูงยังสำคัญมาก

แต่เมื่อ Paper กลายเป็น

ทางเลื่อนตำแหน่ง
ทางได้เงิน
ทางได้รางวัล
และทางได้รับการยอมรับ

ระบบก็เริ่มส่งสัญญาณว่า

ผลิตให้มาก แล้วคุณจะก้าวหน้า

━━━━━━━━━━━━━━━

ผลที่ตามมาแทบคาดการณ์ได้

นักวิจัยจำนวนหนึ่งจะเลือกโจทย์ที่

ตีพิมพ์ได้เร็วขึ้น
เสี่ยงน้อยลง
แบ่งเป็นหลาย paper ได้
และตอบเกณฑ์ได้ง่ายกว่า

แต่คำถามคือ

แล้วใครจะยอมใช้เวลา 3–5 ปี

แก้ปัญหาโรงงาน
พัฒนา prototype
ทำ pilot testing
ผ่านมาตรฐาน
ทำ technology transfer
หรือทำงานข้ามศาสตร์ที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน

ถ้างานเหล่านี้
ไม่ได้ช่วยให้เขาก้าวหน้าในระบบ

ตรงนี้คือจุดที่จีนเริ่มถามใหม่

ถ้าเราบอกว่าอยากได้ Research Impact
แต่ระบบตำแหน่งวิชาการยังให้คนหยุดที่ Publication
เรากำลังออกแบบระบบขัดแย้งกับตัวเองหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

ปี 2020
จีนจึงออกนโยบายเพื่อลดการใช้ SCI metrics แบบง่าย ๆ

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ

จีนไม่ได้แก้ด้วยคำว่า

“เลิก Paper”

เพราะถ้าเลิกนับ Paper
แล้วเปลี่ยนไปนับ Patent

ระบบก็อาจวิ่งไปจด Patent แทน

ถ้าเลิกนับ Patent
แล้วเปลี่ยนไปนับ Impact

คำว่า Impact ก็อาจกลายเป็น buzzword ตัวใหม่

จีนจึงพยายามเปลี่ยนลึกกว่านั้น

จากการถามว่า

“มีผลงานกี่ชิ้น”

ไปสู่คำถามว่า

“งานประเภทนี้ควรสร้างคุณค่าอะไร”

นี่คือแนวคิด
Classified Evaluation

━━━━━━━━━━━━━━━

เพราะงานแต่ละประเภท
ไม่ควรถูกตัดสินด้วยไม้บรรทัดเดียวกัน

🔬 Basic Research

อาจต้องดู
การค้นพบใหม่
แนวคิดใหม่
กลไกใหม่
และ contribution ต่อความรู้

บางงานอาจยังไม่มีตลาดวันนี้

แต่สามารถเปลี่ยนโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า

ถ้าเราไปบังคับให้ basic research
ต้อง commercialize เร็วทุกเรื่อง

เราอาจฆ่างานที่สำคัญที่สุด
ก่อนมันมีเวลาจะเติบโต

━━━━━━━━━━━━━━━

⚙️ Applied Research

ต้องถามว่า

แก้ปัญหาอะไร
ใช้ได้จริงหรือไม่
ใครได้รับประโยชน์
และผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างไร

ไม่ควรจบแค่ว่า
ตีพิมพ์แล้ว

━━━━━━━━━━━━━━━

🏭 Technology Development

ต้องดู

technology transfer
industrial application
การ scale
และ value creation

เพราะงานประเภทนี้
คุณค่าอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวน paper

แต่อยู่ที่ว่า
เทคโนโลยีเข้าโรงงานจริงหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━

👩‍🏫 อาจารย์มหาวิทยาลัย

จีนเริ่มมองชัดขึ้นว่า

อาจารย์ไม่ได้มีหน้าที่เป็น
“เครื่องผลิต Paper” อย่างเดียว

ยังมี

การสอน
การสร้างคน
การพัฒนาหลักสูตร
การสร้างทีม
การพัฒนาวิชาการ
และ contribution ต่อสถาบันหรือสังคม

นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก

เพราะจีนไม่ได้หา
“สูตร KPI ใหม่สูตรเดียว”

แต่ยอมรับว่า

คนที่ทำงานต่างกัน
ควรมีเส้นทางความเป็นเลิศต่างกัน

━━━━━━━━━━━━━━━

และจีนไม่ได้หยุดแค่การเขียนหลักการ

แนวนโยบายการปฏิรูปคณาจารย์มหาวิทยาลัยของจีน
ระบุให้ปรับมาตรฐานการประเมินตำแหน่งอาจารย์
ตามลักษณะของสาขาและตำแหน่งงาน

ไม่ควรใช้

จำนวน Patent
การถูก index ของ Paper
การถูกอ้างอิง
หรือ metric บางประเภท

เป็นเงื่อนไขง่าย ๆ แบบ “มีหรือไม่มี”

พร้อมผลัก

Peer Review

และ

Representative Works Evaluation

มากขึ้น

Representative Works น่าสนใจมาก

เพราะแทนที่จะถามว่า

คุณมีผลงาน 30 เรื่องหรือไม่

คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น

ผลงานสำคัญที่สุดของคุณคืออะไร
และมันแสดง contribution ของคุณอย่างไร

นี่คือการเปลี่ยนจาก

นับของทั้งหมด

ไปสู่

พิจารณาของที่สำคัญจริง

━━━━━━━━━━━━━━━

ลองคิดดูครับ

อาจารย์คนหนึ่งมี Paper 40 เรื่อง

อีกคนมีงานวิจัย 5 เรื่อง

แต่หนึ่งใน 5 เรื่องนั้น
สร้างเทคโนโลยีใหม่
แก้ปัญหาอุตสาหกรรม
สร้างทีมวิจัย
และเปิดสาขาความรู้ใหม่

ถ้าระบบนับจำนวนอย่างเดียว

40 ชนะ 5 ทันที

ง่าย
โปร่งใส
นับได้

แต่คำถามคือ

ประเทศต้องการ
“สิ่งที่นับง่าย”

หรือ

“สิ่งที่มีคุณค่าจริง”

นี่คือความยากของการปฏิรูประบบประเมิน

และนี่คือสิ่งที่จีนกำลังพยายามแตะ

━━━━━━━━━━━━━━━

จีนยังแตะเรื่องที่ยากกว่านั้นอีก

คือ เงินรางวัล

เพราะถ้านโยบายบอกว่า

“ให้ความสำคัญกับคุณภาพ”

แต่ระบบบอกว่า

1 Paper = เงิน

5 Papers = เงินมากขึ้น

นักวิจัยจะฟังอะไร

คำตอบคือ

เขาจะฟังระบบรางวัล

จีนจึงระบุว่า
ไม่ควรนำจำนวน

Paper
Patent
Project
และ Research Funding

ไปผูกตรง ๆ กับ performance pay แบบง่าย ๆ

นี่คือการแก้ที่

Reward Architecture

ไม่ใช่แค่แก้แบบประเมิน

━━━━━━━━━━━━━━━

Central South University
เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ

มหาวิทยาลัยยกเลิกรางวัลเงินก้อนแบบครั้งเดียว
สำหรับ high-level papers

แล้วขยับไปสู่การประเมินแบบองค์รวมมากขึ้น

รวมถึงสำรวจการประเมินระยะยาว
สำหรับงาน basic และ frontier research
ที่อาจไม่เห็นผลในระยะสั้น

เรื่องนี้สำคัญมาก

เพราะงาน breakthrough จำนวนมาก
ไม่ได้เกิดตามรอบประเมินรายปี

ถ้าระบบถามทุก 12 เดือนว่า

“ปีนี้ได้อะไร”

นักวิจัยจะมีแรงจูงใจ
เลือกงานที่ตอบได้ทุก 12 เดือน

แต่โจทย์ยากที่สุดของประเทศ
อาจใช้เวลา 5 ปี
10 ปี
หรือมากกว่านั้น

ถ้าต้องการ breakthrough

ระบบต้องมีพื้นที่
ให้คนเก่งทำงานที่ยังไม่รู้คำตอบ

━━━━━━━━━━━━━━━

แนวคิดเดียวกันเริ่มเห็นในระบบทุนวิจัยของจีน

National Natural Science Foundation of China
ผลักการประเมินแบบ

Responsibility + Credibility + Contribution

และสนับสนุนงาน original exploratory research
ที่มีความเสี่ยงสูง
มีลักษณะ disruptive
รวมถึงแนวคิดเรื่องการยอมรับความล้มเหลวในการสำรวจบางประเภท

นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก

เพราะประเทศที่พูดว่า

“ต้องการ breakthrough”

แต่ไม่ยอมให้ใครล้มเหลว

แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ breakthrough จริง

ถ้าทุก project ต้อง

สำเร็จ
ตรงเวลา
ได้ output
ได้ KPI
และไม่มีความเสี่ยง

สิ่งที่ระบบจะผลิตมากที่สุดคือ

งานที่ปลอดภัย

ไม่ใช่งานที่เปลี่ยนโลก

━━━━━━━━━━━━━━━

ตรงนี้คือ insight ที่สำคัญที่สุดของตอนนี้

จีนเริ่มเห็นว่า

ระบบตำแหน่งวิชาการ
ไม่ใช่งาน HR ของมหาวิทยาลัย

แต่มันคือ
National Research Architecture

เพราะระบบนี้เป็นตัวบอกคนเก่งหลายแสนคนว่า

อะไรควรทำ
อะไรคุ้มที่จะเสี่ยง
อะไรทำแล้วก้าวหน้า
และอะไรทำแล้วเสียเวลาในชีวิตการทำงาน

ถ้าตำแหน่งวิชาการให้รางวัลกับจำนวน

ประเทศจะได้จำนวน

ถ้าให้รางวัลกับงานปลอดภัย

ประเทศจะได้งานปลอดภัย

แต่ถ้าประเทศต้องการ

breakthrough
technology transfer
teaching excellence
industry impact
และ original research

สิ่งเหล่านี้ต้องมี
career path ในระบบจริง

━━━━━━━━━━━━━━━

และนี่เชื่อมกับ Paper to Production โดยตรง

สมมติว่านักวิจัยตีพิมพ์งานแล้ว

Paper ผ่าน
KPI ผ่าน
Promotion ผ่าน

แต่ถ้าจะเดินต่อไปสู่ตลาด

ต้องเสียเวลาอีก 3 ปี

ทำ prototype
ทำ pilot
คุยกับบริษัท
แก้เทคโนโลยี
เจอ failure
ผ่านมาตรฐาน

คำถามง่าย ๆ คือ

ทำไมเขาต้องทำต่อ

ถ้าระบบบอกว่า
สิ่งเหล่านี้แทบไม่มีน้ำหนักต่อความก้าวหน้า

นี่คือเหตุผลว่า

ประเทศไม่สามารถสร้าง
Research Commercialization Ecosystem

ด้วย TTO
Incubator
หรือ Innovation Fund อย่างเดียว

ถ้า Career Architecture ของนักวิจัย
ยังบอกให้เขาหยุดเมื่อได้ Paper

ประเทศต้องสร้างสะพาน

และต้องทำให้
คนที่เดินข้ามสะพานมีอนาคต

━━━━━━━━━━━━━━━

เมื่อมองกลับมาที่ไทย

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่

เราควรลด Paper หรือไม่

แต่คือ

ระบบเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการของเรา
กำลังพาคนเก่งไปทางไหน

เราบอกว่าอยากได้ innovation

แต่คนที่ใช้เวลา 5 ปีสร้าง technology
ก้าวหน้าอย่างไร

เราบอกว่าอยากได้ research impact

แต่งานที่แก้ปัญหาโรงพยาบาล
โรงงาน
หรือชุมชน

มีน้ำหนักในระบบเพียงใด

เราบอกว่าอยากได้อาจารย์สอนดี

แต่ Teaching Excellence
สร้าง academic career ได้จริงหรือไม่

เราบอกว่าอยากได้ interdisciplinary research

แต่ผู้ประเมินและเกณฑ์
เข้าใจงานข้ามศาสตร์เพียงใด

และเราบอกว่าอยากได้ breakthrough

แต่ระบบยอมรับ failure
ของงานเสี่ยงสูงได้แค่ไหน

นี่คือคำถามที่ลึกกว่า KPI

เพราะมันคือคำถามว่า

ประเทศไทยกำลังใช้ระบบตำแหน่งวิชาการ
ออกแบบพฤติกรรมของคนเก่งอย่างไร

━━━━━━━━━━━━━━━

บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่

“เลิก Paper”

แต่คือ

อย่าใช้ Paper เป็นคำตอบเดียว
สำหรับคนที่สร้างคุณค่าคนละแบบ

จีนกำลังพยายามขยับจาก

Count the Output

ไปสู่

Judge the Contribution

จาก

นับทุกชิ้น

ไปสู่

ดูผลงานสำคัญ

จาก

ไม้บรรทัดเดียว

ไปสู่

classified evaluation

จาก

รางวัลรายชิ้น

ไปสู่

การมอง contribution อย่างเป็นระบบ

และจาก

งานทุกประเภทต้องให้ผลเร็ว

ไปสู่

การเปิดพื้นที่ให้งาน frontier บางประเภทมีเวลาและความเสี่ยง

━━━━━━━━━━━━━━━

สิ่งที่น่าสนใจในการขับเคลื่อนประเทศของจีน
คือจีนเริ่มกล้าถามตัวเองว่า

ระบบที่เคยช่วยให้เราวิ่งเร็ว
กำลังพาคนเก่งของเราวิ่งผิดทางหรือไม่

SCI
Publication
Citation

เคยช่วยผลักงานวิจัยจีนเข้าสู่เวทีโลก

แต่เมื่อจีนต้องการขยับจาก

ผู้ตาม

ไปสู่

ผู้สร้าง frontier knowledge

เกมเดิมอาจไม่พอ

เพราะประเทศไม่สามารถสั่งให้คน

“คิดใหม่”

“เสี่ยงมากขึ้น”

“สร้าง impact”

หรือ

“ทำ breakthrough”

ในขณะที่ระบบความก้าวหน้า
ยังให้รางวัลกับพฤติกรรมแบบเดิม

นี่คือเหตุผลที่จีนไม่ได้ปฏิรูปแค่ Paper

แต่เริ่มแตะ

ระบบตำแหน่งวิชาการ
ระบบประเมิน
ระบบรางวัล
และเส้นทางความก้าวหน้าของคนเก่ง

เพราะท้ายที่สุด

ถ้าอยากเปลี่ยนผลลัพธ์ของประเทศ

บางครั้ง
ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสิ่งที่คนเก่งเชื่อว่า

“ทำแล้วมีอนาคต”

ตอนต่อไป
เราจะปิดซีรีส์ด้วยแผน 15 ของจีน

และจะเห็นว่า

Education
Science
Technology
Talent
และ Industry

ไม่ได้เป็น 5 แผนที่เดินขนานกัน

แต่จีนกำลังพยายามทำให้ทั้งหมด
เป็น “ระบบสร้างขีดความสามารถของชาติ” ระบบเดียว

#ChinaEducation #AcademicPromotion #FacultyEvaluation #ResearchIncentive #ResearchImpact #RepresentativeWorks #SCI #HigherEducation #EducationReform #EducationOutlook #บทเรียนจากจีน #การศึกษาไทย #AthisarnW

Scroll to Top