“แบต EV ไม่ได้กลัวการชาร์จ 100% เป็นครั้งคราว… แต่กลัว ‘ความเครียดสะสม’ มากกว่า”
และคำว่า “ความเครียด” ของแบตเตอรี่
ไม่ได้หมายถึงแค่ “ชาร์จเร็ว”
แต่มันรวมถึง:
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่นักวิจัยอย่าง “Jeff Dahn” พยายามอธิบายมาหลายปีว่า…
“สิ่งที่ทำให้แบตเสื่อมเร็วที่สุด คือ การปล่อยให้แบตอยู่ในสภาวะเครียดทางเคมีและความร้อนนานเกินไป”
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
Jeff Dahn คือหนึ่งในนักวิจัย Lithium-ion Battery ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
เขาเป็นศาสตราจารย์จาก Dalhousie University ประเทศแคนาดา
และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรจำนวนมากเกี่ยวกับ:
Tesla ถึงกับทำสัญญาวิจัยกับทีมของเขาโดยตรง
เพราะสิ่งที่ Jeff Dahn ทำคือ:
ดังนั้น…
หลาย Best Practice ที่วงการ EV ใช้ทุกวันนี้
มีพื้นฐานจากงานวิจัยของเขาแทบทั้งหมด
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
Lithium Iron Phosphate
Nickel Manganese Cobalt
ทั้งสองแบบมีข้อดี–ข้อจำกัดต่างกัน
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ข้อดี:
โดยทั่วไป:
แต่ข้อจำกัดคือ:
LFP คือแบต “ถึก อยู่ได้นาน ปลอดภัย”
แต่ไม่ใช่แบตที่เน้น performance สูงสุด
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ข้อดี:
นี่คือเหตุผลที่:
มักใช้ NMC
แต่ข้อเสียคือ:
โดยทั่วไป:
NMC ไม่ได้ “ดีกว่า”
แต่มันคือแบตที่ “แรงกว่า”
แลกกับ “ความเครียดและความร้อนที่สูงกว่า”
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ
หลายคนคิดว่า:
“ชาร์จเร็วอย่างเดียวทำแบตเสื่อม”
จริง… แต่ยังไม่ครบ
แบตเตอรี่จะเริ่ม “เครียด”
เมื่อ:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
อันนี้สำคัญมาก แต่คนพูดน้อย
เวลาคุณ:
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ:
จะไหลจากแบต → inverter → motor
ยิ่งใช้รถแรง:
และเมื่อ:
กระแสสูงผ่าน internal resistance
จะเกิด:
นี่คือเหตุผลว่า:
รถ performance สูง
มักต้องใช้:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
“การกดคันเร่งหนักบ่อย ๆ”
คือการทำให้แบต:
ไม่ได้ต่างจาก:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
มีผล “มาก”
เพราะแบตเตอรี่ไม่ชอบ:
ประเทศไทย:
ทั้งหมดนี้ทำให้:
และถ้า:
จะยิ่งเพิ่ม stress ต่อแบต
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ทำไม?
เพราะ LFP มี:
การอ่านค่าระดับพลังงานที่เหลือของ Battery ได้ไม่แม่นยำ
โดยปกติ การวัดระดับไฟสำหรับ LFP จะมี Graph
ช่วงกลางแบน และช่วงแรก (หลังจากชาร์จ) กับช่วงสุดท้ายก่อน Battery
หมด มีระดับไฟตกอย่างรวดเร็ว (ดูรูปแนบ 2)
หมายความว่า: ตอนชาร์จไฟเต็ม 100 เมื่อเริ่มใช้งานไม่นานนัก
ระดับ Battery จะหล่นลงมาเร็ว และจะหมดเร็วขึ้นช่วงท้าย ๆ
ดังนั้น คนขับทางไกลไปต่างจังหวัด อย่าชะล่าใจ ว่า ยังมี Battery เหลือ อยู่ เพราะตอนท้าย ๆ จะหมดเร็วกว่าช่วงอื่น ๆ นั่นเอง
ทำไม: เพราะโครงสร้างของ LFP ตัววัดแบต จะไม่มีทางวัดผลของ
การคงอยู่ของระดับพลังงานได้แม่นยำ และเลขที่แสดงจำนวน %
บนหน้าปัด จึงทำได้แค่ “ประมาณการของไฟที่เหลืออยู่”
จากจุดที่เต็ม 100% หักลบกับ ปริมาณการใช้ไฟ
ดังนั้น เพื่อให้บอก % ที่เหลือขอ Battery ได้ถูกต้อง จึงต้องมี
การตั้งค่าจุดอ้างอิงว่า จุดใดเป็นจุดต่ำ จุดใดสูงสุดใหม่
ซึ่งเราเรียกว่า Recalibrate ซึ่งสามารถทำในช่วงการชาร์จ แบบ Cell Rebalance
สรุป การทำ Recalibrate ระหว่างการทำ Rebalance จึงเป็น:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
เพราะ:
แบตฯ จะมีหลายเซลล์ภายในประกอบกัน การใช้ไฟแต่ละเซลล์
จึงหมดไม่เท่ากัน ดังนั้น ในการชาร์จทั่วไป ระบบจะตัดไฟตามค่าภาพรวม ซึ่งอิง ค่าเซลล์ที่ต่ำกว่า
เหมือน EV Battery ประกอบด้วยถังน้ำเล็ก ๆ หลายถัง ดังนั้น หาก
ถังไหนเต็มก่อน ระบบจะคิดว่า น้ำเต็มแล้ว ทั้งที่อีกหลายถังยังไม่เต็ม
… จะทำให้ ระบบชาร์จตัดไฟทันที เพราะคิดว่าน้ำเต็มถังแล้ว (แม้จะ ยังชาร์จไม่เต็มทุกถัง) ส่งผลให้ระยะวิ่งหายไปด้วยโดยปริยาย
จึงเป็นที่มาของคำแนะนำว่า ควรทำการ (Cell) Rebalance หรือ
ชารจ์ด้วยไฟ “AC (wall charger ตามบ้าน)” แล้วปล่อยให้ระบบทำการ
Rebalance หรือ เติมน้ำให้เต็มแต่ละถังย่อยด้วย แล้วปล่อยให้ตัดไฟไปเอง
โดย การชาร์จแบบนี้ แม้ Batt จะ 100% แล้ว แต่ระบบชาร์จยังไม่ตัดไฟทันที แต่ค่อย ๆ ปล่อยไฟอ่อน ๆ เติมเข้าไปจนแต่ละ cell เต็ม ซึ่งมักจะใช้เวลาชาร์จต่อไปอีกซักระยะ (ราว ๆ ชั่วโมงกว่า ๆ)
ซึ่งการชาร์จเร็จ (DC ตามปั๊ม) จะทำไม่ได้ เพราะระบบจะตัดทันทีที่คิดว่า
100% แล้ว
ซึ่งการชาร์จ AC:
จึงทำให้ การชาร์จ AC เหมาะกับ:
ทำให้ไฟในแต่ละเซลล์เท่ากันด้วย … ระยะวิ่งจะดีขึ้น)
หากยังไม่มีที่ชาร์จในบ้าน/คอนโด ก็สามารถไปทำได้ตามห้างที่เป็น AC charge
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ทำไม?
เพราะ:
BMS จึง:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ได้ครับ
โดยเฉพาะ:
ไม่มีปัญหา
ปัญหาไม่ใช่ “การชาร์จเต็มครั้งเดียว”
แต่คือ:
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ต้องตอบแบบแฟร์ ๆ ว่า:
“ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด”
ปัจจุบันมี EV จำนวนมาก:
และยังมี:
เพราะรถยุคใหม่มี:
ดังนั้น…
แต่:
“อย่าเพิ่มความเครียดให้แบตโดยไม่จำเป็น”
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
“หลีกเลี่ยงความร้อนสะสม” ซึ่งเป็นตัวการหลักทำให้ Battery เสื่อม
━━━━━━━━━━━━━━━━━━
สุดท้าย…
EV Battery วันนี้
“ทนกว่าที่หลายคนคิดมาก”
แต่สิ่งที่ทำให้แบตเสื่อมเร็วที่สุด
อาจไม่ใช่:
แต่คือ:
และบางครั้ง…
“นิสัยการขับ”
ก็มีผลต่ออายุแบต
ไม่แพ้ “นิสัยการชาร์จ”
