Home / Education Outlook / ตอนที่ 5: ประเทศจีน กับ Ranking ของมหาวิทยาลัย

ตอนที่ 5: ประเทศจีน กับ Ranking ของมหาวิทยาลัย

ตอนที่ 5: Ranking แบบจีน
# ไม่ได้เริ่มจากการไล่อันดับ
# แต่เริ่มจากการสร้าง Ecosystem ให้โลกเชื่อถือ

ทุกมหาวิทยาลัยอยากติด Ranking

เพราะ Ranking ทำให้โลกมองเห็น
ทำให้ชื่อมหาวิทยาลัยมีน้ำหนัก
ทำให้นักศึกษาอยากมาเรียน
ทำให้นักวิจัยอยากมาร่วมงาน
ทำให้ความร่วมมือระดับโลกเปิดง่ายขึ้น

แต่คำถามสำคัญคือ

ทำไมบางประเทศพยายามไล่ Ranking มานาน
แต่ผลลัพธ์ไม่ขยับมากนัก

ขณะที่จีนในช่วงไม่กี่ทศวรรษ
สามารถทำให้มหาวิทยาลัยของตนเอง
ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่โลกต้องหันมามอง

คำตอบอาจไม่ใช่แค่
จีนมีนโยบาย Ranking

แต่คือ
จีนไม่ได้เริ่มจากการไล่อันดับ

จีนเริ่มจากการสร้าง ecosystem
ที่ทำให้มหาวิทยาลัยบางแห่ง
มีพลังพอจะเป็นที่ยอมรับของโลก

━━━━━━━━━━━━━━━

นี่คือจุดที่ต้องมองให้ลึก

Ranking ไม่ได้เกิดจากมหาวิทยาลัยลำพัง

มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่งจะขึ้นไปยืนในเวทีโลกได้
– ต้องมีระบบรอบตัวที่แข็งแรงมากพอ

– ต้องมีนักวิจัยคุณภาพสูง
– ต้องมีทุนวิจัยต่อเนื่อง
– ต้องมีห้องแล็บและโครงสร้างพื้นฐาน
– ต้องมีนักศึกษาระดับสูง
– ต้องมีโจทย์วิจัยที่สำคัญ
– ต้องมีบริษัทที่นำความรู้ไปใช้
– ต้องมีเมืองที่ดึงดูด talent
– ต้องมีอุตสาหกรรมที่รองรับเทคโนโลยี
และต้องมีรัฐที่รู้ว่าจะลงทุนกับสาขาใด

ถ้าขาด ecosystem เหล่านี้
มหาวิทยาลัยอาจพยายามทำ Ranking ได้

แต่จะเป็นการวิ่งตามตัวชี้วัด
มากกว่าการสร้างความสามารถจริง

━━━━━━━━━━━━━━━

จีนเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

จีนไม่ได้บอกให้ทุกมหาวิทยาลัย
ไปแข่ง Ranking เหมือนกันทั้งหมด

แต่สร้างเงื่อนไขให้บางมหาวิทยาลัย
และบางสาขายุทธศาสตร์
แข็งแรงพอที่จะขึ้นไปอยู่ในสนามโลก
และ *** จัดงบสนับสนุนอย่างเป็นระบบและได้สัดส่วน ***


นี่คือความต่างระหว่าง
การไล่อันดับ
กับการสร้างขีดความสามารถ


การไล่อันดับ
เริ่มจากคำถามว่า
จะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยอยู่สูงขึ้นในตาราง


แต่การสร้าง ecosystem
เริ่มจากคำถามว่า
ประเทศต้องมีความรู้ เทคโนโลยี talent และสาขาใด
ที่โลกจำเป็นต้องเชื่อถือ


จีนจึงไม่ได้สร้าง Ranking จากปลายทาง


แต่สร้างจากฐานของระบบ

━━━━━━━━━━━━━━━

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ
มหาวิทยาลัยจีนในเวทีโลก

ใน Times Higher Education World University Rankings 2026

Tsinghua University อยู่ที่อันดับ **12 ของโลก**
Peking University อยู่ที่อันดับ **13 ของโลก**
Fudan University อยู่ที่อันดับ **36 ของโลก**
Zhejiang University อยู่ที่อันดับ **39 ของโลก**

ส่วน QS World University Rankings 2027
Peking University อยู่ที่อันดับ **13 ของโลก**
และ Tsinghua University อยู่ที่อันดับ **14 ของโลก**


ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีของมหาวิทยาลัย

แต่มันสะท้อนการเปลี่ยนภาพของประเทศ

จากประเทศที่โลกเคยมองว่า
เก่งด้านการผลิต

ไปสู่ประเทศที่โลกต้องเริ่มยอมรับว่า
กำลังสร้างความรู้
สร้างเทคโนโลยี
สร้างนักวิจัย
และสร้าง talent ระดับสูงได้จริง


นี่คือ Ranking ที่มีความหมายต่อประเทศ

ไม่ใช่เพราะอันดับสูงขึ้นเท่านั้น

แต่เพราะอันดับนั้นกลายเป็นสัญญาณว่า
โลกเริ่มเชื่อระบบความรู้ของจีน

━━━━━━━━━━━━━━━

สิ่งที่น่าสนใจคือ
จีนไม่ได้ทำเรื่องนี้ด้วยเครื่องมือเดียว

Double First-Class เป็นเพียงหนึ่งในกลไกสำคัญ

ในปี 2022
โครงการ Double First-Class รอบใหม่
ครอบคลุม **147 มหาวิทยาลัย**
และ **331 สาขา / discipline**

แต่ถ้ามองลึกกว่านั้น
สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนมหาวิทยาลัย


สาระสำคัญคือ
จีนเลือกลงทุนใน “สาขา” ที่ประเทศต้องการสร้างความสามารถระดับโลก

ไม่ใช่ทุกอย่าง
ไม่ใช่ทุกแห่ง
ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยในเกมเดียวกัน

แต่เลือกสร้างความแข็งแรงในสาขายุทธศาสตร์ เช่น

🤖 ปัญญาประดิษฐ์
🔬 เซมิคอนดักเตอร์
⚙️ วิศวกรรมขั้นสูง
🧪 วัสดุศาสตร์
พลังงาน
🧬 ชีวการแพทย์
🦾 หุ่นยนต์
และเทคโนโลยีอนาคตอื่น ๆ

นี่คือการทำ Ranking แบบที่เริ่มจาก national capability

ไม่ใช่เริ่มจาก scoreboard

━━━━━━━━━━━━━━━

ถ้ามองเป็น ecosystem
จีนกำลังเชื่อมหลายชั้นเข้าด้วยกัน

🎯 **Strategic Disciplines**
เลือกสาขาที่ประเทศต้องการเป็นเจ้าของความสามารถ

👩‍🔬 **Talent Pipeline**
สร้างคนตั้งแต่นักศึกษา ปริญญาโท ปริญญาเอก postdoc นักวิจัย วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์

🧪 **Research Infrastructure**
ลงทุนในห้องแล็บ ศูนย์วิจัย เครื่องมือ และแพลตฟอร์มวิทยาศาสตร์

🏭 **Industry Linkage**
เชื่อมมหาวิทยาลัยกับบริษัท โรงงาน เขตอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีเป้าหมาย

🏙️ **City & Cluster Advantage**
ให้มหาวิทยาลัยเติบโตในเมืองและ cluster ที่มีทุน บริษัท talent และตลาดจริง

🌍 **International Visibility**
ทำให้ผลงานวิจัย ความร่วมมือ และชื่อเสียงถูกมองเห็นในเวทีโลก

🔁 **Trust Loop**
เมื่อ Ranking ดีขึ้น
ก็ยิ่งดึง talent ทุน ความร่วมมือ และความเชื่อมั่นกลับเข้ามาในระบบ

นี่คือวงจรที่สำคัญมาก


Ranking ไม่ได้เป็นแค่ผลลัพธ์ปลายทาง

แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
มันย้อนกลับไปทำให้ ecosystem แข็งแรงขึ้นอีก

━━━━━━━━━━━━━━━

นี่คือจุดที่ทำให้จีนโดดเด่น

ประเทศทั่วไปมักถามว่า
จะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยติด Ranking

แต่จีนถามลึกกว่านั้นว่า
จะสร้างระบบอย่างไร
ให้มหาวิทยาลัยบางแห่งกลายเป็นศูนย์กลางความรู้
ที่โลกจำเป็นต้องมองเห็น


ถ้าคิดแบบแรก
มหาวิทยาลัยจะวิ่งตามตัวชี้วัด

แต่ถ้าคิดแบบหลัง

ประเทศจะสร้างทั้งคน ทุน ห้องแล็บ บริษัท เมือง อุตสาหกรรม และสาขายุทธศาสตร์

ให้ต่อกันจนเกิดพลังจริง


เมื่อ ecosystem แข็งแรง
Ranking จึงตามมา


และเมื่อ Ranking ตามมา
มันไม่ได้สะท้อนแค่ชื่อเสียง


แต่สะท้อนว่า
ระบบบางส่วนของประเทศ
กำลังสร้างความสามารถที่โลกเชื่อถือได้จริง

━━━━━━━━━━━━━━━

impact ของเรื่องนี้ใหญ่กว่าการมีอันดับสูง


เมื่อมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนได้รับการยอมรับ
ประเทศได้ประโยชน์หลายชั้น

🔹 **Global Trust**
โลกเริ่มเชื่อว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้า
แต่เป็นผู้ผลิตความรู้และเทคโนโลยี

🔹 **Talent Attraction**
นักศึกษา นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
เริ่มมองจีนเป็นพื้นที่ของโอกาส

🔹 **Research Credibility**
งานวิจัยจีนมีน้ำหนักมากขึ้นในเครือข่ายวิชาการโลก

🔹 **Industry Confidence**
อุตสาหกรรมอนาคตของจีนดูน่าเชื่อถือขึ้น
เพราะมีมหาวิทยาลัย งานวิจัย และ talent รองรับ

🔹 **Technology Ambition**
ประเทศมีฐานในการขยับจากผู้ตามเทคโนโลยี
ไปสู่ผู้สร้างความรู้และมาตรฐานของตนเอง

นี่คือ Ranking ที่ไม่ใช่แค่เรื่องมหาวิทยาลัย

แต่เป็นเรื่องอำนาจทางความรู้ของประเทศ

━━━━━━━━━━━━━━━

เมื่อมองกลับมาที่ไทย
บทเรียนไม่ใช่ว่า
ไทยต้องไล่ Ranking ให้เหมือนจีน


แต่คือ
ไทยต้องเลิกปล่อยให้มหาวิทยาลัยวิ่ง Ranking ลำพัง
โดยไม่มี ecosystem รองรับ


ถ้าอยากให้บางมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกจริง
ต้องถามให้ชัดว่า


เราจะลงทุนในสาขาใด
จะสร้าง talent pipeline อย่างไร
จะมี research infrastructure พอหรือไม่
จะเชื่อมกับบริษัทและอุตสาหกรรมใด
จะมีเมืองหรือ cluster ที่รองรับหรือไม่
จะดึงนักวิจัยระดับสูงอย่างไร
และจะทำให้ความรู้กลายเป็น impact ของประเทศได้อย่างไร


ถ้าไม่มีคำตอบเหล่านี้
Ranking จะกลายเป็นภาระของมหาวิทยาลัย

แต่ถ้ามีคำตอบเหล่านี้
Ranking จะกลายเป็นผลลัพธ์ของระบบที่ออกแบบดี

━━━━━━━━━━━━━━━

สิ่งที่ไทยควรคิดให้ลึกคือ


ทุกมหาวิทยาลัยอาจอยากมีอันดับดีขึ้น


แต่ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยควรเล่นเกมเดียวกัน

บางมหาวิทยาลัยควรสร้าง global trust
บางแห่งควรสร้าง frontier research
บางแห่งควรเชื่อมอุตสาหกรรม
บางแห่งควรพัฒนาพื้นที่
บางแห่งควรผลิตครู
บางแห่งควรสร้าง skilled workforce
บางแห่งควรลดความเหลื่อมล้ำ


ถ้าทุกแห่งถูกดึงให้วิ่ง Ranking เหมือนกัน
ประเทศจะเสียความหลากหลายของระบบ


แต่ถ้าประเทศรู้ว่า
Ranking เป็นภารกิจของใคร
และ impact แบบอื่นเป็นภารกิจของใคร


ระบบอุดมศึกษาจะไม่บิด


และแต่ละมหาวิทยาลัยจะรู้ว่า
ตนเองกำลังสร้างคุณค่าอะไรให้ประเทศ

━━━━━━━━━━━━━━━

บทเรียนสำคัญของตอนนี้คือ


Ranking ไม่ผิด


แต่ Ranking ที่มีพลัง
ไม่ได้เริ่มจากการไล่อันดับ

มันเริ่มจากการสร้าง ecosystem
ที่ทำให้โลกเชื่อว่า
ประเทศนั้นมีความรู้
มีคน
มีงานวิจัย
มีห้องแล็บ
มีอุตสาหกรรม
มีเมือง
มีทุน
และมีทิศทางที่ต่อกันจริง


จีนไม่ได้ทำให้ทุกมหาวิทยาลัยวิ่งตาม Ranking


แต่สร้างเงื่อนไขให้บางมหาวิทยาลัย
และบางสาขา
แข็งแรงพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศในเวทีโลก


นี่คือ Ranking แบบที่ไม่ได้จบที่อันดับ


แต่เริ่มจากคำถามว่า
ประเทศจะสร้าง ecosystem แบบใด
ให้โลกเชื่อถือขีดความสามารถของตนเอง


ตอนต่อไป
เราจะดูคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า Ranking


จีนทำอย่างไร
ให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่ paper
แต่เดินทางต่อไปถึงโรงงาน บริษัท ตลาด และอุตสาหกรรมจริง


#ChinaEducation
#UniversityRanking #HigherEducation #WorldClassUniversity #EducationEcosystem #MissionBasedQuality #EducationReform #TrustableEducation #EducationOutlook #บทเรียนจากจีน #การศึกษาไทย #AthisarnW

Scroll to Top