Home / Education Outlook / ตอนที่ 4: จีน กับ การออกแบบมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมือนกัน

ตอนที่ 4: จีน กับ การออกแบบมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมือนกัน

ตอนที่ 4: มหาวิทยาลัยไม่ต้องเหมือนกัน

## แต่ต้องต่อกันเป็น “ระบบสร้างประเทศ”

หลายประเทศพยายามยกระดับมหาวิทยาลัย
ด้วยคำถามที่ฟังดูถูกต้อง

– มหาวิทยาลัยติดอันดับโลกหรือยัง
– งานวิจัยมากพอหรือไม่
– ตีพิมพ์เพิ่มขึ้นหรือเปล่า
– มีหลักสูตรนานาชาติกี่หลักสูตร
– มีนักศึกษาต่างชาติมากแค่ไหน
– มีชื่อเสียงในเวทีโลกหรือยัง

คำถามเหล่านี้ไม่ผิด

แต่ถ้าประเทศถามแค่นี้
ระบบอุดมศึกษาอาจค่อย ๆ ถูกดึงไปสู่ภาพเดียวกัน

ทุกแห่งอยากเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย
ทุกแห่งอยากติด Ranking
ทุกแห่งอยากดูเป็น World-Class
ทุกแห่งอยากใช้ตัวชี้วัดแบบเดียวกัน

และเมื่อทุกแห่งพยายามเหมือนกัน
ประเทศอาจได้มหาวิทยาลัยที่ “ดูคล้ายกันมากขึ้น”
แต่ไม่ได้แปลว่า
ประเทศจะได้ขีดความสามารถครบขึ้น

นี่คือกับดักที่สำคัญมาก

ประเทศไม่ได้ต้องการมหาวิทยาลัยที่เหมือนกันทั้งหมด

ประเทศต้องการระบบมหาวิทยาลัย
ที่แต่ละกลุ่มรู้ว่า
ตัวเองกำลังรับผิดชอบอนาคตส่วนไหนของชาติ

━━━━━━━━━━━━━━━

นี่คือจุดที่จีนคิดเป็นระบบ

จีนไม่ได้มองมหาวิทยาลัยเป็นเพียงสถาบันเดี่ยว ๆ
ที่ต่างคนต่างพยายามทำให้ตัวเองดีขึ้น

แต่พยายามมองมหาวิทยาลัยทั้งหมด
เป็น “โครงสร้างผลิตขีดความสามารถของประเทศ”

บางสถาบันต้องสร้างความรู้ระดับแนวหน้า
บางสถาบันต้องสร้างเทคโนโลยียุทธศาสตร์
บางสถาบันต้องเชื่อมอุตสาหกรรม
บางสถาบันต้องยกระดับภูมิภาค
บางสถาบันต้องผลิตแรงงานทักษะสูง
บางสถาบันต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ถ้ามองแบบนี้
คำถามจะเปลี่ยนทันที

ไม่ใช่ถามว่า
“มหาวิทยาลัยไหนดีที่สุด”

แต่ถามว่า
“ระบบมหาวิทยาลัยทั้งหมดกำลังสร้างประเทศได้ครบหรือไม่”

━━━━━━━━━━━━━━━

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้

ถ้าประเทศมีแต่มหาวิทยาลัยที่อยากเป็น research university
แต่ไม่มีระบบอาชีวะและเทคนิคที่แข็งแรง
เศรษฐกิจจริงจะขาดแรงงานทักษะสูง

ถ้าประเทศมีแต่งานวิจัย
แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยประยุกต์ที่เชื่อมโรงงาน บริษัท และพื้นที่
ความรู้จะอยู่ใน paper มากกว่าจะกลายเป็น productivity

ถ้าประเทศมีแต่มหาวิทยาลัยเมืองใหญ่
แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ยกระดับพื้นที่
ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งลึกขึ้น

ถ้าประเทศให้ทุกแห่งวัดด้วยตัวชี้วัดเดียวกัน
สถาบันที่ควรแก้ปัญหาพื้นที่
อาจถูกผลักให้ไปเล่นเกมตีพิมพ์

สถาบันที่ควรผลิตกำลังคนทักษะสูง
อาจถูกวัดด้วยเกณฑ์ที่ไม่สะท้อนคุณค่าจริงของตนเอง

และสุดท้าย
ประเทศอาจมีระบบอุดมศึกษาที่ดูดีในรายงาน
แต่ยังไม่ตอบเศรษฐกิจจริง
ไม่ตอบพื้นที่
ไม่ตอบตลาดแรงงาน
และไม่ตอบอนาคตของประเทศ

━━━━━━━━━━━━━━━

จีนจึงไม่ได้สร้างแค่ “มหาวิทยาลัยดัง”

แต่พยายามสร้าง
**ระบบมหาวิทยาลัยของชาติ**

ระบบนี้มีทั้งยอด กลาง และฐาน

🔺 **ยอดระบบ**
คือมหาวิทยาลัยชั้นนำและสาขายุทธศาสตร์

กลุ่มนี้ทำหน้าที่สร้าง frontier knowledge
สร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยระดับสูง
สร้างความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
และผลักดันสาขาที่ประเทศต้องการเป็นผู้นำ

เช่น
🤖 ปัญญาประดิษฐ์
🔬 เซมิคอนดักเตอร์
⚙️ วิศวกรรม
🧪 วัสดุศาสตร์
พลังงาน
🧬 ชีวการแพทย์
🦾 หุ่นยนต์
และเทคโนโลยียุทธศาสตร์อื่น ๆ

impact ของยอดระบบคือ
ประเทศมีสมอง มีความรู้ มีเทคโนโลยีตั้งต้น
และมี credibility ที่ดึงดูด talent, investment และความร่วมมือระดับโลก

ถ้าไม่มียอดระบบ
ประเทศจะต้องซื้อเทคโนโลยีจากคนอื่นมากกว่าสร้างเอง

━━━━━━━━━━━━━━━

⚙️ **กลางระบบ**
คือมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยประยุกต์ และมหาวิทยาลัยภูมิภาค

กลุ่มนี้คือสะพานสำคัญ
ระหว่างความรู้กับการใช้จริง

มหาวิทยาลัยวิจัย
ต้องไม่หยุดที่การผลิต paper
แต่ต้องสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และคนที่ต่อยอดได้

มหาวิทยาลัยประยุกต์
ต้องเชื่อมกับโรงงาน บริษัท อุตสาหกรรม และบริการใหม่

มหาวิทยาลัยภูมิภาค
ต้องยกระดับเมือง มณฑล พื้นที่ และเศรษฐกิจท้องถิ่น

impact ของกลางระบบคือ
ทำให้ความรู้ไม่ค้างอยู่ในห้องแล็บ
ทำให้นวัตกรรมเดินทางไปสู่อุตสาหกรรม
ทำให้พื้นที่มีความสามารถของตัวเอง
และทำให้การพัฒนาไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะเมืองใหญ่

ถ้าไม่มีกลางระบบ
ประเทศอาจมีงานวิจัย
แต่ไม่เกิดอุตสาหกรรมใหม่
มีมหาวิทยาลัย
แต่ไม่ยกระดับพื้นที่
มีความรู้
แต่ไม่กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

━━━━━━━━━━━━━━━

🧱 **ฐานระบบ**
คืออาชีวะ เทคนิค และระบบสร้างแรงงานทักษะสูง

ฐานนี้สำคัญไม่น้อยกว่ายอดพีระมิด

เพราะประเทศที่มีแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำ
แต่ขาดแรงงานทักษะสูง
จะไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจจริงได้เต็มที่

จีนมีระบบอาชีวะและเทคนิคขนาดใหญ่มาก

ปี 2023
จีนมีสถาบันอาชีวะและเทคนิคมากกว่า
**11,000 แห่ง**

และมีนักศึกษาเกือบ
**35 ล้านคน**

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า
จีนไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับ elite universities เท่านั้น

แต่สร้างฐานกำลังคนจำนวนมาก
เพื่อรองรับอุตสาหกรรม การผลิต เทคโนโลยี และบริการยุคใหม่

impact ของฐานระบบคือ
ทำให้เศรษฐกิจจริงมีคนทำงานได้จริง
ทำให้อุตสาหกรรม scale ได้
ทำให้เทคโนโลยีไม่หยุดอยู่ที่ต้นแบบ
และช่วยเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากเข้าสู่เส้นทางอาชีพ

ถ้าไม่มีฐานระบบ
ประเทศอาจมีนโยบายอุตสาหกรรมที่สวยงาม
แต่ไม่มีคนพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริง

━━━━━━━━━━━━━━━

เมื่อมองรวมกัน
ระบบมหาวิทยาลัยของจีนจึงไม่ใช่แค่โครงสร้างการศึกษา

แต่เป็นระบบสร้าง national capability

🔺 ยอดระบบ
สร้างความรู้ เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือระดับโลก

⚙️ กลางระบบ
แปลงความรู้เป็นอุตสาหกรรม พื้นที่ และ productivity

🧱 ฐานระบบ
สร้างกำลังคน ทักษะ และโอกาสจำนวนมาก

นี่คือ insight ที่สำคัญ

ประเทศไม่ได้แข็งแรงจากมหาวิทยาลัยดังเพียงไม่กี่แห่ง

ประเทศแข็งแรงเมื่อ
ความรู้ระดับสูง
เทคโนโลยี
อุตสาหกรรม
พื้นที่
แรงงานทักษะสูง
และโอกาสทางการศึกษา
ต่อกันเป็นระบบ

━━━━━━━━━━━━━━━

จีนทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้
ผ่านการจัดระบบหลายชั้น

ชั้นบน
จีนผลักดันมหาวิทยาลัยและสาขาระดับแนวหน้าผ่านนโยบาย
**Double First-Class**

ในปี 2022
โครงการ Double First-Class รอบใหม่
ครอบคลุม **147 มหาวิทยาลัย**
และ **331 สาขา / discipline**

ประเด็นสำคัญคือ
จีนไม่ได้มองแค่ชื่อมหาวิทยาลัย

แต่มอง “สาขา” ที่ประเทศต้องการยกระดับ

เพราะอนาคตของประเทศ
ไม่ได้อยู่ที่สถาบันเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่ขีดความสามารถในสาขายุทธศาสตร์

ชั้นกลาง
จีนให้ความสำคัญกับการเชื่อมมหาวิทยาลัยกับพื้นที่
อุตสาหกรรม
เทคโนโลยี
และเศรษฐกิจจริง

ชั้นฐาน
จีนขยายระบบอาชีวะและเทคนิค
ให้เป็นกำลังหลักของ skilled workforce

นี่คือการออกแบบระบบ
ไม่ใช่การปล่อยให้แต่ละสถาบันวิ่งเองตามลำพัง

━━━━━━━━━━━━━━━

อีกตัวอย่างที่สะท้อนความคิดแบบระบบ
คือการปรับหลักสูตรในช่วงปี 2021–2025

จีนเพิ่มหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ประมาณ
**10,200 หลักสูตร** 🟢

และยกเลิกหรือระงับประมาณ
**12,200 หลักสูตร** 🔴

รวมแล้วมากกว่า
**30% ของหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยถูกปรับโครงสร้าง** ⚙️

ตัวเลขนี้สำคัญ
เพราะมันบอกว่า
ระบบมหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกปล่อยให้เดินไปตามความเคยชิน

หลักสูตรที่ไม่ทันโลก
ไม่ตอบเทคโนโลยีใหม่
ไม่เชื่อมกับตลาดแรงงาน
หรือไม่สร้างคุณค่าในอนาคต

ไม่ควรอยู่ต่อเพียงเพราะเคยเปิดมา

นี่คือ consequence ของระบบที่จริงจัง

ประเทศที่ต้องการสร้างอนาคต
ต้องกล้าถามว่า
อะไรควรโต
อะไรควรปรับ
และอะไรควรหยุด

━━━━━━━━━━━━━━━

เมื่อมองกลับมาที่ไทย
เราไม่ได้ขาดความหลากหลายของสถาบัน

ไทยมีมหาวิทยาลัยวิจัย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏ
มหาวิทยาลัยราชมงคล
มหาวิทยาลัยเอกชน
วิทยาลัยชุมชน
และระบบอาชีวะ

แต่คำถามใหญ่คือ
เรามี “operating model” ของระบบอุดมศึกษาไทยชัดพอหรือยัง

ใครควรเป็นฐานวิจัยระดับประเทศ
ใครควรเป็นฐานเทคโนโลยีประยุกต์
ใครควรเป็นกลไกพัฒนาพื้นที่
ใครควรเป็นฐานผลิตครู
ใครควรเป็นฐานสร้าง skilled workforce
ใครควรเชื่อมอุตสาหกรรม
ใครควรแข่งระดับโลก
และใครไม่ควรถูกบังคับให้เล่นเกมเดียวกัน

ถ้าบทบาทไม่ชัด
เครื่องมือคุณภาพจะกลายเป็นภาระ

แต่ถ้าบทบาทชัด
QA, AUN-QA, EdPEx, Ranking, ข้อมูลตลาดแรงงาน และแผนกำลังคน
จะสามารถเชื่อมกันเป็นระบบได้

และเมื่อนั้น
ระบบคุณภาพจะไม่ใช่แค่ระบบตรวจ

แต่จะกลายเป็นระบบจัดทิศทางประเทศ

━━━━━━━━━━━━━━━

นี่คือสิ่งที่ไทยควรคิดให้ลึก

เราไม่ควรถามแค่ว่า
มหาวิทยาลัยไทยจะติดอันดับโลกมากขึ้นได้อย่างไร

แต่ควรถามว่า
ระบบมหาวิทยาลัยไทยกำลังสร้างอะไรให้ประเทศ

สร้างความรู้ระดับไหน
สร้างเทคโนโลยีอะไร
สร้างอุตสาหกรรมใด
สร้างคนกลุ่มไหน
สร้างโอกาสให้พื้นที่ใด
และลดช่องว่างของประเทศตรงไหน

ถ้าตอบไม่ได้
ต่อให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก
ประเทศก็อาจยังไม่ได้ระบบมหาวิทยาลัยที่ทรงพลัง

━━━━━━━━━━━━━━━

บทเรียนสำคัญของตอนนี้คือ

มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

แต่ต้องต่อกันเป็นระบบ

บางแห่งสร้าง frontier research
บางแห่งสร้างเทคโนโลยี
บางแห่งสร้างอุตสาหกรรม
บางแห่งสร้างพื้นที่
บางแห่งสร้างทักษะ
บางแห่งสร้างโอกาสให้คนที่อยู่ไกลกว่า

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการจัดประเภทสถาบัน

แต่นี่คือเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ

เพราะโครงสร้างมหาวิทยาลัย
คือโครงสร้างการผลิตอนาคตของประเทศ

ถ้าออกแบบถูก
ประเทศจะได้ทั้งความรู้ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ทักษะ และโอกาส

ถ้าออกแบบผิด
ประเทศอาจได้สถาบันจำนวนมาก
แต่ยังขาดระบบที่สร้างขีดความสามารถจริง

ตอนต่อไป
เราจะดูว่า Ranking อยู่ตรงไหนในระบบนี้

เพราะจีนเอา Ranking จริง

แต่ไม่ยอมให้ Ranking
กลายเป็นเป้าหมายของทุกมหาวิทยาลัย

#ChinaEducation #HigherEducation #MissionBasedQuality #UniversityStrategy #EducationReform #TrustableEducation #VocationalEducation #EducationOutlook #บทเรียนจากจีน #การศึกษาไทย #AthisarnW

Scroll to Top