ผมขอสรุปจากการไปคุยสบาย ๆ 1 ชั่วโมง กับ รศ.ดร.บวร ปภัสราทร ผู้อำนวยการสถาบันคลังสมองของชาติ (Link ฉบับเต็ม 1 ชั่วโมงครับ อยู่ใน comment)
ก่อนอื่น ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม แต่เริ่มจาก **ทึ่ง** กับวิธีที่เวียดนามจัดการเรื่อง **การส่งออกทุเรียน** ทำให้สนใจศึกษา และยิ่งศึกษาลงไป ผมได้เปิดวิธีคิด อีกหลายอย่าง ที่นักวิชาการ + นักปฏิบัติเป็นอย่างนี้นี่เอง
ไม่ใช่แค่ขายเก่ง ไม่ใช่แค่นำพาไปขาย
ไม่ใช่แค่ได้ตลาดจีน
แต่คือการที่เขาบูรณาการ **ตลอดทั้ง Value Chain จริง ๆ** เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ทั้งในระดับประเทศ และองค์กร
ตั้งแต่
และนั่นคือจุดที่สำคัญมาก
เพราะสิ่งที่เห็นจากเวียดนาม
ไม่ใช่การพูดเรื่อง Value Chain แบบสวย ๆ ในห้องประชุม
แต่เป็นการทำให้ทั้งห่วงโซ่ **เชื่อมกันได้จริง**
พอเริ่มศึกษาเรื่องนี้ลึกขึ้น
ภาพที่เห็นก็ยิ่งใหญ่กว่าทุเรียนมาก
มันเริ่มทำให้เห็นว่า
เวียดนามไม่ได้แค่พัฒนาสินค้าบางตัว
แต่กำลัง **เปลี่ยนวิธีขับเคลื่อนประเทศ**
นี่แหละคือเรื่องที่ไทยต้องอ่านให้ออก
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
แต่คือเวียดนามกำลังสร้างระบบ
ที่ทำให้เขา **โตได้ต่อเนื่อง**
เขาไม่ได้มองเศรษฐกิจแยกจากรัฐ
ไม่ได้มองการศึกษาแยกจากตลาดแรงงาน
ไม่ได้มองการลงทุนแยกจาก ecosystem
แต่เขาเอาทุกเรื่องมาร้อยเข้าหากัน
โดยมี **GDP เป็น North Star**
พูดง่าย ๆ คือ
เขาไม่ได้ถามแค่ว่า “จะทำนโยบายอะไรเพิ่ม”
แต่ถามว่า
* อะไรทำให้ GDP โตจริง
* อะไรเพิ่มผลิตภาพ
* อะไรช่วยให้เอกชนแข่งขันได้
* อะไรควรถูกตัดออกจากระบบ
* อะไรต้องเชื่อมกันใหม่ทั้งประเทศ
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
ปี 2024
* GDP **526.52 พันล้านดอลลาร์**
* โต **2.5%**
* GDP **476.39 พันล้านดอลลาร์**
* โต **7.09%**
* FDI realised **25.35 พันล้านดอลลาร์**
* การส่งออกโต **14.3%**
แปลเป็นภาษาคนง่าย ๆ คือ
ไทยยังใหญ่กว่า
แต่เวียดนามเร่งกว่าอย่างชัดเจน
และถ้าแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อ
ปี 2026 เวียดนามมีโอกาสขึ้นมาแตะ **570 พันล้านดอลลาร์**
ขณะที่ไทยอยู่ราว **567 พันล้านดอลลาร์**
นี่จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก
และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
เพราะมันเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ของคำว่า
**State Capability**
เวียดนามไม่ได้ช่วยแบบปลายทางอย่างเดียว
ไม่ได้แค่พาผู้ประกอบการไปออกบูธ
ไม่ได้แค่ประชาสัมพันธ์
แต่ลงไปจัดการจริงทั้งระบบ
ผลลัพธ์คือ ปี 2022 เวียดนามส่งออกทุเรียน 288 ล้าน -> 2.2 พันล้านดอลล่าร์ ในปีถัดมา และ ปี 2024 เวียดนามส่งออกทุเรียนได้ประมาณ **3.3 พันล้านดอลลาร์**
และจีนรับซื้อประมาณ **97%** ของยอดส่งออกทั้งหมด
นี่จึงไม่ใช่เรื่อง “ขายเก่ง” อย่างเดียว
แต่มันคือเรื่อง **รัฐที่ทำตัวเป็น Ecosystem Manager**
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
เมื่อดูลึกขึ้น จะเห็นว่า logic เดียวกันนี้
ไปปรากฏในเรื่องอื่นด้วย
ทั้งการดึงดูดการลงทุน
การเชื่อม supply chain
การสร้างฐานคน
การเชื่อมมหาวิทยาลัยกับตลาดแรงงาน
และการรื้อโครงสร้างรัฐที่เป็นคอขวด
เวียดนามไม่ได้ชนะเพราะทำ event เก่ง
แต่ชนะเพราะทำให้นักลงทุนเชื่อว่า
“ถ้ามาลงที่นี่ ระบบมันพาไปต่อได้จริง”
ไทยอาจได้ attention
แต่เวียดนามได้ commitment
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
เวียดนามกำลังทำสิ่งที่ลึกกว่า growth ระยะสั้น
เขากำลังเปลี่ยน
* วิธีทำงานของรัฐ
* วิธีเชื่อมการลงทุนกับอุตสาหกรรม
* วิธีผูกการศึกษากับงานจริง
* วิธีตัดกฎและขั้นตอนที่ไม่สร้างมูลค่าออกจากระบบ
พูดอีกแบบคือ
เขาไม่ได้แค่เหยียบคันเร่ง
แต่กำลัง **เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่**
ส่วนไทยยังมีของดีอยู่มาก
แต่ปัญหาคือของดีเหล่านั้นยังอยู่แบบ **แยกชิ้น**
เรามีคนเก่ง
มีมหาวิทยาลัยดี
มีเอกชนเก่ง
มีอุตสาหกรรมบางส่วนแข็งแรง
แต่เรายังแปลงสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็น
**พลังของระบบทั้งประเทศ** ได้ไม่พอ
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
ไม่ใช่เพราะเวียดนามมีทุกอย่างดีกว่าไทย
แต่เพราะเขากำลังทำสิ่งที่สำคัญกว่า
คือ **จัดระบบใหม่ให้ประเทศขยับพร้อมกัน**
ถ้าไทยยัง
* คิดแบบแยกส่วน
* ทำงานแบบต่างคนต่างทำ
* วัดผลแบบกิจกรรม
* ไม่กล้ารื้อโครงสร้างที่ฉุดการเติบโต
เราจะไม่ได้แพ้เพราะไม่มีศักยภาพ
แต่จะแพ้เพราะ
**รู้ว่าโลกเปลี่ยนแล้ว แต่ยังไม่ยอมเปลี่ยนวิธีขับเคลื่อนประเทศ**
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
━━━━━━━━━━
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ อาจมาจาก “ทุเรียน”
แต่สิ่งที่เห็นในตอนท้าย
คือคำเตือนเรื่อง **อนาคตของประเทศไทย**
เวียดนามไม่ได้น่ากลัวเพราะเขาแค่โตเร็ว
แต่น่ากลัวเพราะเขาเอาเรื่องที่หลายประเทศพูดได้
มาทำเป็นระบบได้จริง
และถ้าไทยยังไม่รีบปรับตัวครั้งใหญ่
เราจะไม่ได้แค่เห็นเวียดนามโตขึ้น
แต่จะเห็นตัวเอง
ค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
